Book Review : ผมเรียกเขาว่าเน็กไท (I Called Him Necktie)

บ่ายวันที่อากาศร้อน ร้อนเหมือนกันกับบ่ายเมื่อวาน และวันพรุ่งนี้ก็คงร้อนไม่ต่างกัน

ผมวิ่งลงจากชานชาลารถไฟฟ้า สถานีที่ไม่คุ้นเคย ลมร้อนลูบใบหน้า ชายสองคนเดินสวนขึ้นไป นอกนั้นไม่มีคนอื่น ไม่มีแม้กระทั่งผีเสื้อ เหงื่อผุดบนหน้าผากตอนที่มายืนอ่านป้ายบอกเส้นทางก่อนจะวิ่งกลับขึ้นไปที่เดิม รถไฟมาจอดรออยู่แล้วซักพัก เราขึ้นถูกขบวนแล้ว ผมพูดกับตัวเอง

สถานที่แปลกใหม่ทำให้เรากลายเป็นคนแปลกหน้า

.

.

“ผมเรียกเขาว่า เน็กไท”

ประโยคแรกที่เป็นเหมือนเสียงแผ่วเบากระซิบจากหนังสือเล่มนั้น เล่มที่ผมหามันไม่เจอในทีแรกบนชั้นวางในร้านหนังสือ แต่สุดท้ายเจอมันซุกตัวอยู่ในชั้นล่างสุดมุมหนึ่ง​ …บนรถไฟ ตู้โดยสารว่างเปล่า ที่นั่งโล่งเหยียดยาวรอคนที่จะเดินทางไปในเส้นทางเดียวกันแต่จุดหมายสุดท้ายต่างกัน เสียงดังของรางรถไฟ ผมหย่อนตัวลงเงียบ ๆ ที่มุมหนึ่ง เปิดหนังสือ

“ผมนั่งอยู่บนม้านั่งของเรา ก่อนที่มันจะเป็นของเรา มันเคยเป็นของผมมาก่อน”

เรื่องราวของชายหนุ่มในวัยยี่สิบปีที่มีอาการฮิกิโกะโมริ ที่ชอบเก็บขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนแม้แต่คนในครอบครัว และชายพนักงานบริษัทวัยกลางคนที่มักจะสวมชุดทำงานผูกเน็กไท แต่กลับใช้เวลาทั้งวันนั่งอยู่ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ ทั้งคู่ต่างมีรอยขีดข่วนในจิตใจจากทั้งประสบการณ์ในอดีตและความเป็นตัวตนที่คงอยู่ในปัจจุบัน

ณ สวนสาธารณะแห่งนั้น ที่มีผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ ใช้เวลาได้อย่างที่ต้องการ แต่ต่างก็แปลกหน้า มันจึงเหมือนเป็นพื้นที่พิเศษของทั้งสองคนที่ปลอดภัย เปิดเผยแต่ก็หลบซ่อนจากความกดดันจากชีวิตในรูปแบบเดิม ๆ และม้านั่งตัวเดิมในสวนสาธารณะแห่งนั้นก็ดึงเอาเส้นทางชีวิตของทั้งสองคนให้พาดผ่านกันในช่วงเวลาที่คำถามถึงความสัมพันธ์​ในครอบครัวกำลังก่อตัว​ และชีวิตกำลังดำดิ่งสู่ความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

การเล่าเรื่องของคนสองคนที่แตกต่าง คนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ อีกคนคือมนุษย์เงินเดือนที่ต้องออกจากบ้านและพบเจอผู้คนมากมาย ผ่านบทสนทนาที่ราบเรียบ เนิบช้า แต่ทอดยาวต่อเนื่อง ที่สวนสาธารณะแห่งนั้น มันเหมือนกับการนั่งลงฟังเสียงสายลมที่พัดเอื่อยบนคันดินริมแม่น้ำ หรือไม่ก็เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันบนยอดเขา ที่แม้จะเป็นเสียงแผ่วเบาแต่กลับเปิดโอกาสให้เราได้ใช้เวลาสำรวจความคิดและจมดิ่งลงไปสู่ใต้สำนึกได้อย่างไม่ทันรู้ตัว และหากได้ลองเงี่ยหูฟังเสียงแผ่วเบานั้นอย่างตั้งใจ ก็อาจจะพบรายละเอียดอีกมากมายที่ทั้งส่องสว่างและดำมืดให้ค้นหา

เรื่องเล่าของคนหนึ่ง อย่างไม่จงใจ ค่อย ๆ นำไปสู่การเปิดเผยอดีต ค้นหาบาดแผลและปลดเปลื้องคลี่คลายเรื่องราวในจิตใจของอีกฝ่าย ชายหนุ่มที่ความตายและการเมินเฉย ได้ขังเขาไว้ในห้องนอนมาหลายปี กับชายวัยใกล้เกษียณที่ถูกเน็กไทและความลับบางอย่างที่เขาปิดบังเอาไว้ดึงรั้งให้อยู่ความความรู้สึกผิด ทั้งคู่ค่อย ๆ สร้างมิตรภาพที่เกิดจากการเยียวยาจิตใจที่บุบสลายของแต่ละฝ่าย จากคนแปลกหน้ากลับกลายมาเป็นคนที่ยื่นมือมาตบไหล่ จนกระทั่งกลายมาเป็นคนที่ทำให้แต่ละฝ่ายได้ค้นเจอและคลายเงื่อนปมที่ทำให้ชีวิตต้องถูกผูกติดไว้กับบางอย่างมาเนิ่นนาน

“บทกวีแห่งชีวิตของผม ผมจะพยายามเขียนมันออกมา อีกไม่นาน ไม่สิ เดี๋ยวนี้เลย ผมจะพยายาม บรรทัดแรก ผมเรียกเขาว่าเน็กไท ผมจะเขียนว่า…เขาสอนให้ผมมองเห็นด้วยสายตาแห่งความรู้สึก”

.

.

รถไฟถึงสถานีปลายทางของผมไปนานแล้ว สถานีเดียวกับคนมากมาย ขึ้นมาระหว่างทาง ขึ้นจากต้นทาง บางคนหอบหิ้วพะรุงพะรัง บางคนตัวเปล่า ยืนพิงประตู เสียงประกาศ ป้ายโฆษณา น้ำดื่มหกเปียกพื้น หลับเลยสถานี ผู้คนแปลกหน้ามากมาย วิ่ง เดิน รถไฟถึงสถานีปลายทางของผมไปนานแล้ว

แต่ผมยังต้องไปต่อ

  

______________________

ผมเรียกเขาว่าเน็กไท (I Called Him Necktie)

มิเลนา มิชิโกะ ฟลาชาร์ (Milena Michiko Flašar) เขียน

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท แปล

สำนักพิมพ์แมร์รี่โกราวด์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: